รถยก หรือโฟล์คลิฟท์ (Forklift) เป็นอุปกรณ์สำคัญที่ใช้ในการขนย้ายและยกสินค้าภายในโรงงานอุตสาหกรรม คลังสินค้า และสถานที่ก่อสร้าง อย่างไรก็ตาม ความปลอดภัยในการใช้งานถือเป็นปัจจัยสำคัญที่ต้องให้ความสำคัญเป็นพิเศษ หนึ่งในประเด็นที่ผู้ใช้งานควรคำนึงถึงคือระดับความสูงของงาในการยกสินค้า เพราะหากยกงาสูงเกินไปหรือต่ำเกินไป อาจส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพของรถและความปลอดภัยของผู้ใช้งาน
งาโฟล์คลิฟท์ มีไว้ทำอะไร
งาโฟล์คลิฟท์เป็นส่วนประกอบสำคัญที่ทำหน้าที่ยกและพยุงสินค้าให้มั่นคงขณะขนย้าย โดยทั่วไปแล้วงาจะอยู่ด้านหน้าของตัวรถ และสามารถปรับระดับความสูงได้ด้วยระบบไฮดรอลิก งาโฟล์คลิฟท์ถูกออกแบบมาให้รับน้ำหนักที่แตกต่างกันขึ้นอยู่กับขนาดและประเภทของโฟล์คลิฟท์ หน้าที่หลักของงาโฟล์คลิฟท์ ได้แก่:
- ยกและขนย้ายสินค้า – ใช้สำหรับยกพาเลทหรือสินค้าอื่น ๆ ขึ้น-ลงจากชั้นวางหรือพื้นที่ต่างระดับ
- รักษาสมดุลของสินค้า – ออกแบบให้รองรับน้ำหนักของสินค้าอย่างมั่นคงเพื่อลดความเสี่ยงในการล้ม
- เพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน – ช่วยให้การขนย้ายสินค้าเป็นไปอย่างรวดเร็วและปลอดภัย ลดการใช้แรงงานคน
- ปรับระดับความสูงตามความเหมาะสม – สามารถปรับระดับงาให้เหมาะสมกับสถานการณ์ เช่น การยกสินค้าไปยังชั้นสูง หรือการเคลื่อนที่ในพื้นที่แคบ
ความยาวของงารถยกมาตรฐานจะอยู่ที่ 42 นิ้วถึง 48 นิ้ว แต่ก็มีขนาดอื่นๆ ที่เหมาะสมกับการใช้งานในอุตสาหกรรมหลากหลายประเภท
หลักการพื้นฐานในการยกงาของรถโฟล์คลิฟท์
1. ระดับความสูงของงาขณะเคลื่อนที่
ก่อนเคลื่อนที่ รถโฟล์คลิฟท์ควรยกงาให้พ้นจากพื้นไม่น้อยกว่า 10 เซนติเมตร และขณะเคลื่อนที่ควรยกงาสูงจากพื้น ไม่เกิน 30 เซนติเมตร เพื่อป้องกันการกระแทกกับสิ่งกีดขวางและเพิ่มเสถียรภาพของรถ ในขณะเดียวกัน ควรเอียงปลายงาเข้าหาตัวรถเล็กน้อยเพื่อป้องกันไม่ให้สินค้าหล่นลงมา
2. ระดับความสูงของงาเมื่อต้องยกของขึ้นที่สูง
- หากต้องวางสินค้าบนชั้นสูง เช่น ชั้นวางของในคลังสินค้า ต้องคำนวณระดับความสูงของงาให้เหมาะสมกับระดับชั้นที่ต้องการวางสินค้า โดยปกติแล้ว ควรเพิ่มความสูงของงาให้มากกว่าความสูงของชั้นวางประมาณ 15-20 เซนติเมตร เพื่อให้สามารถวางสินค้าได้อย่างสะดวก
- ผู้ปฏิบัติงานต้องแน่ใจว่าสินค้าอยู่ในแนวสมดุลก่อนทำการยกสูงเพื่อลดความเสี่ยงของการล้ม
3. ระดับความสูงของงาขณะจอดรถ
เมื่อต้องจอดรถโฟล์คลิฟท์หรือเลิกใช้งาน ควรลดงาให้แตะพื้นในลักษณะที่ขนานกับพื้น เพื่อป้องกันอุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้นจากการสะดุดหรือชนกับงาที่ยกสูงอยู่ หากจอดรถบนพื้นเอียง ควรใช้ไม้หมอนหรืออุปกรณ์กั้นล้อเพื่อป้องกันรถไหล
ปัจจัยที่กำหนดระดับความสูงในการยกของรถยก
1. ประเภทของรถยก
-
-
- รถยกแต่ละประเภทมีข้อจำกัดเรื่องความสูงในการยก เช่น รถยกแบบนั่งขับ รถยกไฟฟ้า และรถยกแบบเสายืด (Reach Truck)
- ความสูงสูงสุดของเสายก (Mast) มีผลต่อการยกของ
-
2. น้ำหนักและศูนย์ถ่วงของโหลด
-
-
- โหลดที่หนักเกินไปอาจทำให้รถยกเสียสมดุล โดยเฉพาะเมื่อต้องยกขึ้นสูง
- รถยกมีศูนย์ถ่วงที่ต้องรักษาเพื่อป้องกันการพลิกคว่ำ
-
3. สภาพแวดล้อมของพื้นที่ทำงาน
-
-
- คลังสินค้าบางแห่งมีเพดานต่ำ หรือมีโครงสร้างที่เป็นอุปสรรคต่อการยกสูง
- พื้นที่ทำงานที่ไม่เรียบอาจส่งผลต่อเสถียรภาพของรถยก
-
4. ความสามารถของพนักงานขับรถยก
-
-
- พนักงานต้องได้รับการฝึกอบรมและมีประสบการณ์ในการควบคุมรถยกที่ระดับความสูงต่าง ๆ
- ทักษะการประเมินศูนย์ถ่วงของพาเลทเป็นสิ่งสำคัญ
-
ผลกระทบของการยกงารถยก สูงเกินไปหรือต่ำเกินไป
1. อันตรายจากการยกงาสูงเกินไป
- การยกงาสูงเกินไปขณะเคลื่อนที่อาจทำให้จุดศูนย์ถ่วงของรถสูงขึ้น ส่งผลให้รถเกิดการพลิกคว่ำได้ง่าย
- สินค้าที่อยู่บนงาอาจหล่นลงมาและก่อให้เกิดอันตรายต่อผู้ปฏิบัติงานหรือบุคคลรอบข้าง
- หากยกงาสูงเกินความจำเป็นในพื้นที่แคบ อาจกระแทกกับโครงสร้างหรือสิ่งของรอบข้าง
2. อันตรายจากการยกงาต่ำเกินไป
- การยกงาต่ำเกินไปขณะเคลื่อนที่อาจทำให้งากระแทกกับสิ่งกีดขวางหรือพื้นผิวที่ไม่เรียบ ส่งผลให้รถโฟล์คลิฟท์สูญเสียการควบคุม
- อาจเกิดความเสียหายต่อสินค้าเนื่องจากการลากงาไปกับพื้น
แนวทางปฏิบัติที่ดีที่สุดในการกำหนดระดับความสูงของงา
- ตรวจสอบพื้นผิวการขับขี่ – หากพื้นมีความขรุขระ ควรเพิ่มระดับความสูงของงาให้มากขึ้นเล็กน้อยเพื่อป้องกันการกระแทก
- รักษาการทรงตัวของสินค้า – ควรตรวจสอบว่าสินค้าถูกจัดเรียงบนงาอย่างสมดุลก่อนทำการยก หลีกเลี่ยงการยกของที่มีน้ำหนักเกินกำหนดของรถยก
- ใช้ความเร็วที่เหมาะสม – หากต้องยกสินค้าสูง ควรใช้ความเร็วต่ำเพื่อลดแรงเหวี่ยงและการสูญเสียสมดุล
- ฝึกอบรมผู้ใช้งาน – ควรมีการฝึกอบรมผู้ขับรถยกให้พนักงาน เข้าใจเกี่ยวกับเทคนิคการควบคุมรถยก ระดับความสูงของงาที่ปลอดภัย และการตรวจเช็คสภาพก่อนใช้งาน
- ตรวจสอบอุปกรณ์ก่อนใช้งาน – ตรวจสอบงาและระบบไฮดรอลิกก่อนเริ่มปฏิบัติงาน เพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีความเสียหายหรือรั่วซึม
สรุป
การกำหนดระดับความสูงของงารถโฟล์คลิฟท์เป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อความปลอดภัยและประสิทธิภาพในการทำงาน ผู้ใช้งานควรยึดหลักปฏิบัติที่ถูกต้อง เช่น ยกงาให้พ้นพื้นอย่างน้อย 10 เซนติเมตรก่อนเคลื่อนที่ ไม่ควรยกงาสูงเกิน 30 เซนติเมตรขณะขับขี่ และลดงาแตะพื้นเมื่อจอดรถ เพื่อป้องกันอุบัติเหตุและความเสียหายที่อาจเกิดขึ้น หากปฏิบัติตามแนวทางที่กล่าวมาอย่างเคร่งครัด จะช่วยให้การทำงานเป็นไปอย่างปลอดภัยและมีประสิทธิภาพสูงสุด
หากคุณกำลังมองหาวิธีการเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานและลดความเสี่ยงจากอุบัติเหตุในการใช้งานรถยก การอบรมขับรถยกจะช่วยให้คุณได้เรียนรู้ทักษะที่จำเป็นในการใช้งานอย่างปลอดภัยและมีประสิทธิภาพสูงสุด ไม่ว่าจะเป็นการควบคุมความสูงของงาในขณะขับขี่ การเลือกใช้เทคนิคการยกสินค้าอย่างเหมาะสม รวมถึงการบำรุงรักษาอุปกรณ์ให้ใช้งานได้อย่างยาวนาน สมัครได้แล้ววันนี้
คอร์สอบรม : อบรมผู้ขับรถยก เซฟตี้.com
ติดต่อสอบถาม : (064) 958 7451 คุณแนน
- กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน. (2563). คู่มือความปลอดภัยในการใช้รถยก. กรุงเทพฯ: กระทรวงแรงงาน.
- Occupational Safety and Health Administration (OSHA). (2021). Powered Industrial Trucks (Forklifts) Safety Guidelines. Retrieved from www.osha.gov
- Toyota Material Handling. (2022). Forklift Operating Procedures and Safety Guidelines. Retrieved from www.toyotaforklift.com
บทความที่น่าสนใจ
- เปลี่ยนแบตเตอรี่โฟล์คลิฟท์ไฟฟ้ายังไง
- ข้อควรระวังในการขับขี่รถยก
- เช็กลิสต์ตรวจสอบรถยกก่อนใช้งาน ต้องตรวจอะไรบ้างที่จำเป็น
- 11 ประเภทของรถยกที่ต้องจัดให้มีการอบรมตามกฎหมายใหม่