งารถโฟล์คลิฟท์ควรยกสูงแค่ไหน มาตรฐานความปลอดภัยตามกฎหมาย

by pam
16 views
งารถโฟล์คลิฟท์

รถยก หรือโฟล์คลิฟท์ (Forklift) เป็นอุปกรณ์สำคัญที่ใช้ในการขนย้ายและยกสินค้าภายในโรงงานอุตสาหกรรม คลังสินค้า และสถานที่ก่อสร้าง อย่างไรก็ตาม ความปลอดภัยในการใช้งานถือเป็นปัจจัยสำคัญที่ต้องให้ความสำคัญเป็นพิเศษ หนึ่งในประเด็นที่ผู้ใช้งานควรคำนึงถึงคือระดับความสูงของงาในการยกสินค้า เพราะหากยกงาสูงเกินไปหรือต่ำเกินไป อาจส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพของรถและความปลอดภัยของผู้ใช้งาน

งาโฟล์คลิฟท์ มีไว้ทำอะไร

งาโฟล์คลิฟท์เป็นส่วนประกอบสำคัญที่ทำหน้าที่ยกและพยุงสินค้าให้มั่นคงขณะขนย้าย โดยทั่วไปแล้วงาจะอยู่ด้านหน้าของตัวรถ และสามารถปรับระดับความสูงได้ด้วยระบบไฮดรอลิก งาโฟล์คลิฟท์ถูกออกแบบมาให้รับน้ำหนักที่แตกต่างกันขึ้นอยู่กับขนาดและประเภทของโฟล์คลิฟท์ หน้าที่หลักของงาโฟล์คลิฟท์ ได้แก่:

  1. ยกและขนย้ายสินค้า – ใช้สำหรับยกพาเลทหรือสินค้าอื่น ๆ ขึ้น-ลงจากชั้นวางหรือพื้นที่ต่างระดับ
  2. รักษาสมดุลของสินค้า – ออกแบบให้รองรับน้ำหนักของสินค้าอย่างมั่นคงเพื่อลดความเสี่ยงในการล้ม
  3. เพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน – ช่วยให้การขนย้ายสินค้าเป็นไปอย่างรวดเร็วและปลอดภัย ลดการใช้แรงงานคน
  4. ปรับระดับความสูงตามความเหมาะสม – สามารถปรับระดับงาให้เหมาะสมกับสถานการณ์ เช่น การยกสินค้าไปยังชั้นสูง หรือการเคลื่อนที่ในพื้นที่แคบ

ความยาวของงารถยกมาตรฐานจะอยู่ที่ 42 นิ้วถึง 48 นิ้ว แต่ก็มีขนาดอื่นๆ ที่เหมาะสมกับการใช้งานในอุตสาหกรรมหลากหลายประเภท

หลักการพื้นฐานในการยกงาโฟล์คลิฟท์

หลักการพื้นฐานในการยกงาของรถโฟล์คลิฟท์

1. ระดับความสูงของงาขณะเคลื่อนที่

ก่อนเคลื่อนที่ รถโฟล์คลิฟท์ควรยกงาให้พ้นจากพื้นไม่น้อยกว่า 10 เซนติเมตร และขณะเคลื่อนที่ควรยกงาสูงจากพื้น ไม่เกิน 30 เซนติเมตร เพื่อป้องกันการกระแทกกับสิ่งกีดขวางและเพิ่มเสถียรภาพของรถ ในขณะเดียวกัน ควรเอียงปลายงาเข้าหาตัวรถเล็กน้อยเพื่อป้องกันไม่ให้สินค้าหล่นลงมา

2. ระดับความสูงของงาเมื่อต้องยกของขึ้นที่สูง

  • หากต้องวางสินค้าบนชั้นสูง เช่น ชั้นวางของในคลังสินค้า ต้องคำนวณระดับความสูงของงาให้เหมาะสมกับระดับชั้นที่ต้องการวางสินค้า โดยปกติแล้ว ควรเพิ่มความสูงของงาให้มากกว่าความสูงของชั้นวางประมาณ 15-20 เซนติเมตร เพื่อให้สามารถวางสินค้าได้อย่างสะดวก
  • ผู้ปฏิบัติงานต้องแน่ใจว่าสินค้าอยู่ในแนวสมดุลก่อนทำการยกสูงเพื่อลดความเสี่ยงของการล้ม

3. ระดับความสูงของงาขณะจอดรถ

เมื่อต้องจอดรถโฟล์คลิฟท์หรือเลิกใช้งาน ควรลดงาให้แตะพื้นในลักษณะที่ขนานกับพื้น เพื่อป้องกันอุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้นจากการสะดุดหรือชนกับงาที่ยกสูงอยู่ หากจอดรถบนพื้นเอียง ควรใช้ไม้หมอนหรืออุปกรณ์กั้นล้อเพื่อป้องกันรถไหล

ปัจจัยกำหนดระดับความสูงในการยกของรถยก

ปัจจัยที่กำหนดระดับความสูงในการยกของรถยก

1. ประเภทของรถยก

      • รถยกแต่ละประเภทมีข้อจำกัดเรื่องความสูงในการยก เช่น รถยกแบบนั่งขับ รถยกไฟฟ้า และรถยกแบบเสายืด (Reach Truck)
      • ความสูงสูงสุดของเสายก (Mast) มีผลต่อการยกของ

2. น้ำหนักและศูนย์ถ่วงของโหลด

      • โหลดที่หนักเกินไปอาจทำให้รถยกเสียสมดุล โดยเฉพาะเมื่อต้องยกขึ้นสูง
      • รถยกมีศูนย์ถ่วงที่ต้องรักษาเพื่อป้องกันการพลิกคว่ำ

3. สภาพแวดล้อมของพื้นที่ทำงาน

      • คลังสินค้าบางแห่งมีเพดานต่ำ หรือมีโครงสร้างที่เป็นอุปสรรคต่อการยกสูง
      • พื้นที่ทำงานที่ไม่เรียบอาจส่งผลต่อเสถียรภาพของรถยก

4. ความสามารถของพนักงานขับรถยก

      • พนักงานต้องได้รับการฝึกอบรมและมีประสบการณ์ในการควบคุมรถยกที่ระดับความสูงต่าง ๆ
      • ทักษะการประเมินศูนย์ถ่วงของพาเลทเป็นสิ่งสำคัญ

อันตรายจากการยกงาสูงเกิน

ผลกระทบของการยกงารถยก สูงเกินไปหรือต่ำเกินไป

1. อันตรายจากการยกงาสูงเกินไป

  • การยกงาสูงเกินไปขณะเคลื่อนที่อาจทำให้จุดศูนย์ถ่วงของรถสูงขึ้น ส่งผลให้รถเกิดการพลิกคว่ำได้ง่าย
  • สินค้าที่อยู่บนงาอาจหล่นลงมาและก่อให้เกิดอันตรายต่อผู้ปฏิบัติงานหรือบุคคลรอบข้าง
  • หากยกงาสูงเกินความจำเป็นในพื้นที่แคบ อาจกระแทกกับโครงสร้างหรือสิ่งของรอบข้าง

2. อันตรายจากการยกงาต่ำเกินไป

  • การยกงาต่ำเกินไปขณะเคลื่อนที่อาจทำให้งากระแทกกับสิ่งกีดขวางหรือพื้นผิวที่ไม่เรียบ ส่งผลให้รถโฟล์คลิฟท์สูญเสียการควบคุม
  • อาจเกิดความเสียหายต่อสินค้าเนื่องจากการลากงาไปกับพื้น

แนวทางปฏิบัติที่ดีที่สุดในการกำหนดระดับความสูงของงา

  1. ตรวจสอบพื้นผิวการขับขี่ – หากพื้นมีความขรุขระ ควรเพิ่มระดับความสูงของงาให้มากขึ้นเล็กน้อยเพื่อป้องกันการกระแทก
  2. รักษาการทรงตัวของสินค้า – ควรตรวจสอบว่าสินค้าถูกจัดเรียงบนงาอย่างสมดุลก่อนทำการยก หลีกเลี่ยงการยกของที่มีน้ำหนักเกินกำหนดของรถยก
  3. ใช้ความเร็วที่เหมาะสม – หากต้องยกสินค้าสูง ควรใช้ความเร็วต่ำเพื่อลดแรงเหวี่ยงและการสูญเสียสมดุล
  4. ฝึกอบรมผู้ใช้งาน – ควรมีการฝึกอบรมผู้ขับรถยกให้พนักงาน เข้าใจเกี่ยวกับเทคนิคการควบคุมรถยก ระดับความสูงของงาที่ปลอดภัย และการตรวจเช็คสภาพก่อนใช้งาน
  5. ตรวจสอบอุปกรณ์ก่อนใช้งาน – ตรวจสอบงาและระบบไฮดรอลิกก่อนเริ่มปฏิบัติงาน เพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีความเสียหายหรือรั่วซึม

สรุป

การกำหนดระดับความสูงของงารถโฟล์คลิฟท์เป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อความปลอดภัยและประสิทธิภาพในการทำงาน ผู้ใช้งานควรยึดหลักปฏิบัติที่ถูกต้อง เช่น ยกงาให้พ้นพื้นอย่างน้อย 10 เซนติเมตรก่อนเคลื่อนที่ ไม่ควรยกงาสูงเกิน 30 เซนติเมตรขณะขับขี่ และลดงาแตะพื้นเมื่อจอดรถ เพื่อป้องกันอุบัติเหตุและความเสียหายที่อาจเกิดขึ้น หากปฏิบัติตามแนวทางที่กล่าวมาอย่างเคร่งครัด จะช่วยให้การทำงานเป็นไปอย่างปลอดภัยและมีประสิทธิภาพสูงสุด

หากคุณกำลังมองหาวิธีการเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานและลดความเสี่ยงจากอุบัติเหตุในการใช้งานรถยก การอบรมขับรถยกจะช่วยให้คุณได้เรียนรู้ทักษะที่จำเป็นในการใช้งานอย่างปลอดภัยและมีประสิทธิภาพสูงสุด ไม่ว่าจะเป็นการควบคุมความสูงของงาในขณะขับขี่ การเลือกใช้เทคนิคการยกสินค้าอย่างเหมาะสม รวมถึงการบำรุงรักษาอุปกรณ์ให้ใช้งานได้อย่างยาวนาน สมัครได้แล้ววันนี้

คอร์สอบรม : อบรมผู้ขับรถยก เซฟตี้.com

ติดต่อสอบถาม : (064) 958 7451 คุณแนน


อ้างอิง
  1. กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน. (2563). คู่มือความปลอดภัยในการใช้รถยก. กรุงเทพฯ: กระทรวงแรงงาน.
  2. Occupational Safety and Health Administration (OSHA). (2021). Powered Industrial Trucks (Forklifts) Safety Guidelines. Retrieved from www.osha.gov
  3. Toyota Material Handling. (2022). Forklift Operating Procedures and Safety Guidelines. Retrieved from www.toyotaforklift.com

บทความที่น่าสนใจ

เรื่องที่น่าสนใจ

เซฟตี้ .COM ผู้ให้บริการครบวงจรด้านความปลอดภัยในการทำงาน อบรมความปลอดภัย และ ตรวจรับรองวิศวกรรมในโรงงานอุตสาหกรรม

เพิ่มเพื่อน

Copyright @2025  เซฟตี้.com . Developed website and SEO by iPLANDIT