คุณรู้หรือไม่ว่า…? ไฟแต่ละประเภทมีลักษณะเชื้อเพลิงที่แตกต่างกัน และหากดับไฟผิดวิธี ไม่เพียงแต่จะไม่สามารถควบคุมเพลิงได้ แต่ยังอาจทำให้สถานการณ์เลวร้ายลง! หลายคนอาจคิดว่าการดับไฟทำได้ง่ายเพียงใช้น้ำสาดลงไป แต่ในความเป็นจริง ไฟบางประเภทกลับยิ่งรุนแรงขึ้นเมื่อเจอน้ำ เช่น ไฟจากน้ำมันหรืออุปกรณ์ไฟฟ้า
การรู้จักประเภทของไฟและวิธีการดับไฟที่ถูกต้องจึงเป็นสิ่งสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นไฟจากวัสดุแข็ง เช่น ไม้และกระดาษ ไฟจากเชื้อเพลิงเหลว หรือแม้แต่ไฟจากโลหะไวไฟที่ต้องใช้เทคนิคเฉพาะ วันนี้ผมจะพาคุณไปทำความเข้าใจถึงประเภทของไฟและแนวทางการดับไฟที่ปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ เพื่อให้คุณสามารถรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉินได้อย่างถูกต้อง
ประเภทของไฟตามมาตรฐานสากล
ตามมาตรฐาน NFPA (National Fire Protection Association) และมาตรฐานสากลอื่น ๆ ได้กำหนดประเภทของไฟออกเป็น 5 ประเภทหลัก ได้แก่
1. ไฟประเภท A (Class A) – เชื้อเพลิงที่เป็นของแข็ง
ไฟประเภทนี้เกิดจากเชื้อเพลิงของแข็ง เช่น ไม้ กระดาษ ผ้า พลาสติก และวัสดุอินทรีย์อื่น ๆ ซึ่งสามารถเผาไหม้เป็นถ่านได้ ไฟประเภทนี้พบได้บ่อยในบ้านเรือนและสำนักงาน
วิธีดับไฟ:
- ใช้น้ำเพื่อดับไฟ เนื่องจากน้ำช่วยลดอุณหภูมิของเชื้อเพลิงและตัดกระบวนการเผาไหม้
- ใช้สารเคมีแห้ง (Dry Chemical) เพื่อขจัดออกซิเจนที่ช่วยในการเผาไหม้
2. ไฟประเภท B (Class B) – เชื้อเพลิงที่เป็นของเหลวและก๊าซไวไฟ
เป็นไฟที่เกิดจากของเหลวไวไฟ เช่น น้ำมันเชื้อเพลิง แอลกอฮอล์ ทินเนอร์ และสารเคมีบางประเภท ไฟประเภทนี้เป็นอันตรายเพราะสามารถลุกลามได้อย่างรวดเร็ว
วิธีดับไฟ:
- ใช้ถังดับเพลิงชนิดโฟม (Foam) เพื่อปกคลุมและตัดออกซิเจน
- ใช้ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO₂) หรือผงเคมีแห้งในการหยุดปฏิกิริยาเผาไหม้
- ห้ามใช้น้ำ เพราะน้ำอาจทำให้เชื้อเพลิงกระเด็นและลุกลาม
3. ไฟประเภท C (Class C) – ไฟจากอุปกรณ์ไฟฟ้า
เป็นไฟที่เกิดจากอุปกรณ์ไฟฟ้า เช่น สายไฟฟ้าชำรุด หม้อแปลงไฟฟ้า และเครื่องใช้ไฟฟ้าต่าง ๆ ซึ่งอาจทำให้เกิดไฟฟ้าลัดวงจรและลุกไหม้ได้
วิธีดับไฟ:
- ใช้ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO₂) หรือสารเคมีแห้ง เพื่อป้องกันการนำไฟฟ้า
- ตัดกระแสไฟฟ้าก่อนใช้สารดับเพลิงประเภทอื่น
- ห้ามใช้น้ำ เพราะน้ำเป็นสื่อนำไฟฟ้าและอาจทำให้เกิดอันตรายต่อผู้ใช้
4. ไฟประเภท D (Class D) – ไฟจากโลหะไวไฟ
ไฟประเภทนี้เกิดจากโลหะติดไฟ เช่น แมกนีเซียม อะลูมิเนียม โซเดียม และไทเทเนียม ซึ่งอาจพบในอุตสาหกรรมการผลิต
วิธีดับไฟ:
- ใช้ผงเคมีชนิดพิเศษสำหรับโลหะ (Dry Powder for Metal Fire)
- ห้ามใช้น้ำ เนื่องจากโลหะบางชนิดทำปฏิกิริยากับน้ำและอาจทำให้เกิดการระเบิด
5. ไฟประเภท K (Class K) หรือ F (Class F) – ไฟจากน้ำมันทำอาหารและไขมัน
เป็นไฟที่เกิดจากน้ำมันและไขมันที่ใช้ในการประกอบอาหาร เช่น น้ำมันพืช เนย และไขมันสัตว์ ซึ่งมักเกิดขึ้นในห้องครัว
วิธีดับไฟ:
- ใช้สารดับเพลิงชนิดเปียก (Wet Chemical) ซึ่งช่วยทำให้ไขมันไม่สามารถเผาไหม้ต่อไปได้
- ห้ามใช้น้ำ เพราะน้ำอาจทำให้น้ำมันกระเด็นและทำให้ไฟลุกลามมากขึ้น
เลือกใช้ถังดับเพลิงให้เหมาะสม กับเชื้อเพลิง
เพื่อความปลอดภัยในการดับไฟ ควรเลือกใช้เครื่องมือที่เหมาะสมตามประเภทของไฟ ได้แก่:
- ถังดับเพลิงชนิดน้ำ – เหมาะสำหรับไฟประเภท A เท่านั้น
- ถังดับเพลิงชนิดโฟม – เหมาะสำหรับไฟประเภท A และ B
- ถังดับเพลิงชนิดก๊าซ CO₂ – เหมาะสำหรับไฟประเภท B และ C
- ถังดับเพลิงชนิดสารเคมีแห้ง – ใช้ได้กับไฟประเภท A, B และ C
- ถังดับเพลิงชนิดสารดับเพลิงเปียก – ใช้สำหรับไฟประเภท K
นอกจากนี้ ในอาคารขนาดใหญ่ควรติดตั้ง ระบบดับเพลิงอัตโนมัติ (Automatic Fire Suppression System) เช่น ระบบสปริงเกอร์ (Sprinkler System) และระบบดับเพลิงด้วยก๊าซ FM-200 เพื่อควบคุมเพลิงไหม้ก่อนลุกลาม อีกทั้งยังเป็นข้อกำหนดทางกฎหมาย ระบุว่าอาคารสูง หรืออาคารทีมีขนาดใหญ่พิเศษต้องมีการติดตั้งระบบดับเพลิง พร้อมต้องมีการตรวจสอบระบบดับเพลิง ประจำปี
ข้อเสนอแนะ
- การป้องกันไฟไหม้เป็นสิ่งสำคัญ – หมั่นตรวจสอบอุปกรณ์ไฟฟ้าและเครื่องใช้ต่าง ๆ ให้พร้อมใช้งานเสมอ
- เตรียมพร้อมอุปกรณ์ดับเพลิง – ตรวจสอบและบำรุงรักษาถังดับเพลิงให้อยู่ในสภาพที่ใช้งานได้
- ฝึกซ้อมดับเพลิงเป็นประจำ – พนักงานควรได้รับการอบรมและฝึกซ้อมการดับเพลิง เพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉิน
- ควรมีผู้เฝ้าระวังไฟ – สำหรับงานที่ก่อให้เกิดประกายไฟ อย่างการตัด เจียรไน ควรมีผู้ที่มีความเชี่ยวชาญความปลอดภัยเฉพาะด้านอย่าง ผู้เฝ้าระวังไฟ ในการเข้ามาดูแลความปลอดภัยในการทำงาน และระวังความเสี่ยงในการเกิดไฟไหม้ โดยตำแหน่งงานนี้ต้องผ่าน การอบรมผู้เฝ้าระวังไฟ ก่อน
สรุป
ไฟแต่ละประเภทมีลักษณะเชื้อเพลิงที่แตกต่างกัน การเลือกวิธีดับไฟที่ถูกต้องช่วยให้สามารถควบคุมเพลิงได้อย่างมีประสิทธิภาพและปลอดภัย หัวใจสำคัญของการดับไฟคือการเลือกสารดับเพลิงที่เหมาะสม และหลีกเลี่ยงการใช้สารที่อาจทำให้สถานการณ์เลวร้ายลง เช่น ห้ามใช้น้ำดับไฟที่เกิดจากน้ำมันหรือไฟฟ้า ดังนั้น การเรียนรู้และเข้าใจประเภทของไฟเป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยลดความเสี่ยงและป้องกันอุบัติเหตุร้ายแรงจากอัคคีภัย